พระธรรมเทศนา เรื่อง วันวิสาขบูชาโลก

พระธรรมเทศนา

เรื่อง วันวิสาขบูชาโลก

 โดย สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙)

ณ พระอุโบสถวัดชนะสงคราม

***************

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถาติ.

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙)

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙)

ณ  บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนาอัปปมาทกถา พรรณนาเรื่องความไม่ประมาทสืบอนุสนธิ์จากที่แสดงไว้ในวันพระก่อน ๆ เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เพิ่มพูนอัปปมาทธรรมสัมมาปฏิบัติ ของท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิต ซึ่งได้ประกอบบุรพกิจ คือกิจเบื้องต้น ได้แก่ การบูชาพระ  ไหว้พระ ทำวัตรพระ รักษาศีล แล้วตั้งใจสดับพระธรรมเทศนาจนกว่าจะยุติด้วยเวลา

เรื่องความไม่ประมาทที่จะแสดงในวันนี้ จะแสดงเกี่ยวกับความไม่ประมาทในวันวิสาขบูชาโลก ตั้งใจประพฤติคุณธรรมความดีให้เกิดให้มีขึ้นในตนในเบื้องต้นเพื่อเป็นพุทธบูชา คือเป็นการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยปฏิบัติบูชา เท่าที่อาตมภาพได้กล่าวไปแล้วว่า เพื่อจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ญาติโยมทั้งหลายไม่ประมาทในวันวิสาขบูชาโลก ที่ว่าเช่นนี้หรือที่กล่าวเช่นนี้นั้นก็เพราะวันนี้ เป็นวันที่ชาวโลกยอมรับว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลกวันหนึ่ง

ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายคงจะจำได้ เมื่อปี ๒๕๔๓ สหประชาชาติ ซึ่งมีประเทศอยู่ร้อยกว่าประเทศประชุมกัน ตกลงกันว่า วันกลางเดือนหกหรือวันเพ็ญเดือนหก เป็นวันสำคัญของโลก  เป็นวันที่ชาวโลกยอมรับว่า คำสอนของพระพุทธศาสนานี้เป็นไปเพื่อสันติคือความสงบของชาวโลก เขาจึงยอมรับ ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา อาตมภาพจำได้ว่า มีเพียง ๒๘ ประเทศที่อยู่ในองค์การสหประชาชาติ อีก ๘๐ กว่าประเทศเป็นชาติศาสนาอื่นทั้งนั้น ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น แต่ถึงอย่างนั้น สหประชาชาติหรือชาวโลกก็ยอมรับหลักความจริงของคำสอนในพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธศาสนาสอนให้ชาวโลกอยู่ด้วยความสงบสุข  เหตุที่อยู่ด้วยความสงบสุขนั้นก็คือไม่เบียดเบียนกันไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่แก่งแย่งแข่งดีกัน หวังความสุขให้เกิดมีขึ้นในกลุ่มชนนั้น ๆ หรือหมู่คนนั้น ๆ ทุกหมู่ทุกคณะ หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นเช่นนั้น สหประชาชาติจึงยอมรับ อาจจะมีบางประเทศไม่แสดงความยินดีด้วย แต่ก็ไม่ค้านหลักความจริง ความจริงก็คือ ความสงบ ความไม่เบียดเบียนกันเป็นความสุขของชาวโลกเขาก็ต้องยอมรับ ถึงเขาเองก็ต้องปรารถนาความสุข ถึงจะไม่เห็นดีด้วย หรือจะไม่ยินดีด้วย แต่ก็ไม่กล้าค้านเหมือนกับพวกคนเลวคนชั่วทั้งหลายเห็นว่า การประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องที่ควรนั้นเป็นของไม่ถูกใจเขาไม่ดี แต่เขาก็ไม่กล้าค้านเพราะเขาเองก็ชอบความไม่เบียดเบียนหรือความถูกต้องเหมือนกัน เช่นอย่างคนที่ไม่รักษาสัตย์ พูดเหลาะเหลวไหล แต่ตนเองก็พอใจในคนที่ประพฤติสัจจะต่อตน ต้องการอยากจะฟังคำสัตย์ คำจริง จากคนอื่นเหมือนกันทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้รักษาสัตย์ ไม่พอใจสัตย์ ไม่พอใจสัจจะ ไม่ประพฤติสัจจะ แต่พอใจในการที่จะได้ยินสัจจะ

เพราะฉะนั้น เชื่อว่า คำรับรองของสหประชาชาตินั้น เป็นสิ่งที่เชิดชูพระพุทธศาสนา เราเป็นชาวพุทธหรือเป็นชาวไทยเป็นเจ้าของพระศาสนาหรือเป็นผู้รับมรดกของพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อเป็นพุทธบูชา ที่ปฏิบัติเป็นพุทธบูชานั้น  ตนเองก็จะได้อานิสงส์ของการปฏิบัติเป็นประการต้น ปฏิบัติเวลาไหนก็ได้เวลานั้น เป็นเรื่องของแต่ละคน ๆ ผู้ตั้งใจปฏิบัติ เพราะฉะนั้น จึงขอเชิญชวนให้ญาติโยมทุกคนตั้งใจปฏิบัติตามหลักธรรม หลักที่เฉพาะหน้าหรือที่รู้กันทั่วไป คือให้ทาน รักษาศีล  เจริญภาวนา ๓ ประการนี้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลักสำคัญ บางท่านบางคนอาจจะติง หรือไม่สบายใจ เช่นว่าการให้ทาน คิดว่าต้องมีเงินจึงจะให้ได้ ความจริงนั้น อาตมภาพก็เทศน์หลายครั้งหลายหนแล้ว บอกว่า ไม่ต้องมีเงินหรอก เพียงแต่มีเมตตา กรุณา มีน้ำใจรักใคร่ในผู้อื่น สัตว์อื่น สงเคราะห์ผู้อื่นสัตว์อื่นก็เป็นทานส่วนหนึ่ง หรือสัตว์ที่ถึงคราวต้องฆ่าต้องทำลายเราไม่ฆ่าไม่ทำลายก็เป็นอภัยทาน  เป็นการให้อภัยไม่มีเวรไม่มีภัยแก่เขาเหล่านั้น เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลให้เขามีชีวิตอยู่ตลอดไป หรือแม้แต่ที่สุดอาหารที่รับประทานจวนจะอิ่ม ให้กินน้ำแทนสักอึกสองอึก แล้วก็เศษอาหารที่มีอยู่นั้นแก่สุนัข แมว กา ไก่ มด จิ้งจก ตุ๊กแก ก็ให้ได้ ก็เป็นทานเหมือนกัน คือเราไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ลงทุนว่าเรางดเสียนิดหนึ่งเพื่อให้สัตว์อื่น ผู้อื่นมีความสุข ก็เป็นบุญเป็นกุศล แล้วก็เรื่องการให้ทานแก่สัตว์ก็มีอานิสงส์ถึง ๕๐๐ ชาติ ให้ครั้งเดียวมีอานิสงส์ไป ๕๐๐ ชาติ

มีเรื่องในมาลัยสูตร ชาวนาให้ข้าวปั้นแก่กา กามาร้องในขณะที่เขากิน “กา กา” ตามธรรมดามันก็ร้อง กาจับที่ไหนมันก็ร้องทั้งนั้น วันนั้นมาจับที่ชาวนากำลังบริโภคอาหารอยู่ ก็ร้อง กา กา เขาก็นึกว่า กาคงหิว คงอยากจะกินมั้ง เขาก็ปั้นข้าวแล้วก็โยนให้กา กาเห็นเขาโยนไปก็บินลงมาจิกเอาไปกิน ก็เป็นอันว่าการให้ของเขาสำเร็จประโยชน์ ชายผู้นั้นตายไปแล้วยังไปเกิดในสวรรค์ ได้อานิสงส์  ได้อานิสงส์ของการให้  มีอาหารกิน มีอาหารได้บริโภคถึง ๕๐๐ ชาติ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมอย่าประมาทในการประพฤติปฏิบัติธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรมในวันนี้ขอให้ตั้งใจเป็นพุทธบูชา จะเป็นส่วนของทานก็ตาม จะเป็นส่วนของศีลที่ญาติโยมสมาทานไปแล้วก็ตาม จะรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ หรือยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ขอให้ญาติโยมตั้งใจว่าเราจะรักษาเพื่อเป็นปฏิบัติบูชา    ไม่ให้ศีลของเราขาด ไม่ให้ศีลของเราทำลาย ไม่ให้ศีลของเราด่าง พร้อย ไม่ให้ศีลของเราทะลุ ไม่ให้ศีลของเรามัวหมอง กำหนดไว้อย่างนี้แล้วตั้งใจประพฤติ อานิสงส์ของศีลก็จะเกิดขึ้นคุ้มครองให้ญาติโยมมีความสุข ตลอดเวลาที่รักษา หรือตลอดตราบเท่าชรา สีลํยาวชรา สาธุ ศีลนำความสำเร็จ หรือนำความสุขมาให้ตลอดจนถึงชรา ท่านว่าอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมตั้งใจสมาทานศีล รักษาศีล ส่วนภาวนาการอบรมจิตใจนั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องสร้างขึ้นให้เกิดให้มี เพราะจิตใจของเรานั้นจะซัดส่าย ดิ้นรน สับสน กระวนกระวายมีเรื่องที่จะต้องรับ จะต้องรู้เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวดีใจ ประเดี๋ยวหัวเราะ ประเดี๋ยวร้องไห้ อะไรก็อยู่อย่างนี้ เดี๋ยวเรื่องโน้นมากระทบ เดี๋ยวเรื่องนี้มากระทบ ถ้าหากบุคคลไม่มีหลักยึดก็อาจจะซัดส่ายไปในอารมณ์นั้น ๆ  แต่ถ้ามีหลักยึดรู้เท่าทัน ไม่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ ตั้งอารมณ์ให้นิ่ง กดอารมณ์ให้อยู่ รับแต่อารมณ์ดีเท่านั้น ไม่รับอารมณ์ร้าย จิตใจก็ไม่หดหู่ เหี่ยวแห้ง หรือไม่เศร้าโศก ไม่สลดรวมไปถึงร่างกายก็จะสดใส ไม่ซูบซีด หรือคล้ำหมอง เพราะจิตใจบริสุทธิ์ จิตใจสะอาด เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเจริญภาวนาหรือกำหนดภาวนาเพื่อให้จิตมีที่อยู่ มีที่อาศัยมีที่เกาะ เมื่อจิตยึดเกาะที่อยู่ ที่อาศัยได้หลักฐานที่มั่นคงแล้ว อารมณ์ภายนอก จะมากระตุ้น หรือจะมาทำลายให้ได้รับความเดือดร้อน จิตก็จะไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์นั้น ๆ เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรสร้างให้เกิดให้มีขึ้น แต่ไม่ได้ทำง่าย ทำยาก ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เกิด ค่อย ๆ มี เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมทุกคนค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เกิด ค่อย ๆ มี นี้เป็นหลักที่อาตมภาพเห็นว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ประกาศสันติสุขคือให้ความสุขแก่ชาวโลก เขายอมรับกันแต่เราเป็นคนไทยอยู่ในเมืองไทย เกิดในเมืองไทย นับถือศาสนาพุทธ แต่เท่าที่ฟัง หรือเท่าที่ได้ยิน หรือเท่าที่สังเกตเห็นก็เป็นไปโดยบัญชีเกิด   เป็นไปโดยบัญชีเกิดส่วนมาก  ที่จะเข้าถึงความเป็นพุทธมามกะ ธัมมมามกะ  สังฆมามกะนั้น มีไม่มาก ยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้ญาติโยมฟัง เพียงแต่จะตั้งนะโม ก็ว่าไม่ค่อยจะครบเสียแล้ว ไม่ครบอย่างไร ตัวสุดท้ายคือ สัมมาสัมพุทธัสสะ เป็นสัมมาสัมพุทตัสสะ เพี้ยนไป แต่ถ้าหากใจตรง ใจถึงว่าสัมมาสัมพุทธะพระองค์นั้นก็ใช้ได้ แต่มันไม่ครบ วาจาหรือวจีที่เปล่งออกมันไม่ถูกไม่ตรง ถ้าจะว่าให้ถูกให้ตรง ก็ต้อง สัมมาสัมพุทธัสสะ ธัส ว่าแบบไทย ๆ ถ้าแบบบาลีท่านให้ว่าลงคอ คือให้ถ่างคอให้คอใหญ่หน่อยว่า สัมมาสัมพุทถัสสะ ออกเสียคล้าย ๆ ถ แต่เราเป็นคนไทยก็ว่าแบบไทย รักษาแบบไทยของเราไม่เป็นไร ใครว่าไม่ได้ ก็ติไม่ได้ แต่สำคัญนั้น ต้องให้ใจตั้งตรงต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ญาติโยมขอให้กำหนดจดจำนัยที่อาตมภาพจะนำ ขอความนอบน้อมแห่งข้าพเจ้าจงมีแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ นี่เป็นความหมายของคำว่า นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ  พระองค์นั้น

เพราะฉะนั้น ก็ให้ญาติโยมตั้งใจ หรือกำหนดใจโดยนัยดังกล่าว แล้วให้เปล่งวจีเภทให้ถูกด้วย สัมมาสัมพุทธัสสะ ไม่ใช่ตัสสะ ตัวหน้าเป็นตัสสะจริง ตัสสะนั้นความหมายว่า พระองค์นั้น แต่ธัสสะตัวนี้ ความหมายว่าตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ คนละนัย เช่น ญาติโยมมาฟังเทศน์วันนี้ไม่ได้อะไรไป ได้นะโมแค่นี้ไปก็เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว แต่ถ้าคนที่รู้แล้วเข้าใจแล้วก็ค่อยเก็บประเด็นอื่นก็จะดีอีก เป็นพุทธบูชาไป ที่ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของโลกเพราะเขายอมรับในทางพระพุทธศาสนา หรือในทางที่ชาวพุทธยอมรับนั้นมีเหตุอัศจรรย์อยู่ ๓ เวลาด้วยกัน เวลาประสูติ คือเกิด  เวลาตรัสรู้ คือบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเวลาเสด็จดับขันธปรินิพพาน รวมเป็น ๓ เวลา ๓ กาล กาลนี้เป็นกลางเดือนหก เป็นเพ็ญเดือนหก ทุกคราว เมื่อประสูติก็ประสูติในวันเพ็ญเดือนหก เมื่อตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือนหก  เมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานก็เสด็จดับขันธปรินิพพานในวันเพ็ญเดือนหก ญาติโยมผู้ฟังทั้งหลาย บางท่าน อาจตั้งปัญหาถามว่าจะเป็นไปได้หรือ เพราะมีคนค้านคนพูดอยู่ มี คนที่พูดเป็นเดียรถีย์ เป็นนักบวช บวชในเมืองไทย เป็นคนไทย แต่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครจะเป็นไปได้ เขาว่าอย่างนั้น เวลานี้หาที่อยู่ไม่ได้แล้วคนพูดแบบนี้ อยู่วัดไหนเขาก็ไม่ให้อยู่ เพราะค้านพระพุทธ คือเขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เคยออกหนังสือค้านมา อาตมภาพก็จำ พ.ศ. ไม่ได้แล้วแต่เคยมีได้อ่านหนังสือพิมพ์ว่า วันเพ็ญเดือนหกไม่ใช่ฤดูบานของดอกสาละ ดอกสาละไม่มีบานในเวลานั้น  ดอกสาละจะต้องบานในเดือนมกรา นี้อาตมภาพจำได้ อาตมภาพก็นำเอามาคิดเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะเชื่อโดยปราศจากเหตุผล เราเชื่อก็ต้องมีเหตุผล เราจึงจะเชื่อ พระพุทธเจ้าสอนไว้ลักษณะของศรัทธา ให้เชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน เชื่อพระปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า ท่านสอนไว้อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าสามารถตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะ หรือตามความเป็นจริง ซึ่งเรียกว่าอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ได้ เราก็พิจารณาตามนั้นก็เห็นตามนั้น แต่มีผู้ค้านอย่างนี้ว่าวันวิสาขบูชานี้ จะเป็นไปไม่ได้ เช่น พระพุทธเจ้าปรินิพพาน แล้วจะมีดอกสาละบานร่วงหล่นลงที่ปรินิพพานเป็นไปไม่ได้ เขาว่าอย่างนั้น ดอกสาละจะบานในตอนเดือนมกราคม เดือนมกราคมก็ไม่ใช่กลางเดือนหกแน่นอน แต่ญาติโยมอย่าลืมว่าสาละอาจจะมีหลายต้น หรือในยุคนั้น ต้นไม้ประเภทนี้เรียกว่าต้นสาละ ต้นไม้ประเภทนี้เรียกต้นสาละ ต้นอื่นไม่ได้เรียกอย่างนี้ หรือต้นสาละในยุคเก่า เวลานี้เปลี่ยนไปแล้ว สาละในสาลวัน ในคัมภีร์เทศน์ใช้ สาลวโนทยาน หรือสาลวัน แปลว่า ในป่าไม้รัง นักเทศน์หรือท่านที่เทศน์สืบ ๆ ต่อกันมา เช่น เทศน์แจง ใช้คำว่า สาลวโนทยาน คือ ในอุทยานแห่งไม้รัง ว่าอย่างนั้น แต่มาในระยะหลังว่า ไม้รังนั้น กับไม้สาละคนละต้น แต่ลักษณะคล้าย ๆ กัน

อาตมภาพได้รับคำสอนจากอาจารย์ เจ้าคุณวิสุทธิโสภณ วัดสระเกศ บอกว่า ไม้รังกับไม้สาละคนละต้น แต่ใบคล้าย ๆ กันไม้รังใบเล็กกว่าไม้สาละ ให้แปลเสียใหม่ให้ทับศัพท์ไว้ สาลวโนทยาเน สาลวัน ก็แล้วกันอุทยานแห่งไม้สาลวันก็ว่า หรือป่าไม้สาละไม่ต้องออกศัพท์ว่าอย่างนั้น น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ อาตมภาพก็มาพิจารณาถึงคำนี้ คำของผู้พูดหรือผู้กล่าวนั้นมีเจตนาที่จะลบล้างพระพุทธศาสนา จะทำลายคำสั่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำลายความอัศจรรย์ในวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ก่อน อาตมภาพก็ค้นเรื่องเหล่านี้ ก็ไม่ได้ไปไหน เพียงแต่อยู่ในประเทศไทยนี้ ไม้สาละจะบานหรือไม่บานในวันกลางเดือนหก ไม้สาละที่เรียกกันว่า “สาละลังกา” มีอยู่ที่วัดมหาธาตุ เวลานี้ก็บาน อยู่มีที่วัดบวรก็บาน เวลานี้ที่วัดชนะก็มีออกแล้วดอกบาน ดูได้ มี ดอกมีในวันกลางเดือนหกในฤดูนี้ ไม่ต้องไปถึงฤดูในช่วงเดือนมกราคม แต่ในเดือนมกราคมก็มี เพราะไม้ประเภทนี้ออกดอกทั้งปี แต่ต้นนี้จะเป็นต้นแบบเดียวกันกับที่อยู่ในที่ปรินิพพานหรือไม่ อาตมาไม่ยืนยัน แต่ยืนยันว่าที่เรียกว่าต้นสาละนี้ มีดอกทั้งปี การที่พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไปบรรทมเหนือที่ปรินิพพานระหว่างสาลวโนทยาน หรือระหว่างสาละทั้งคู่ ในสาลวโนทยานนั้น ดอกไม้สาละจะบานหล่นกลีบลงมาเพื่อเป็นพุทธบูชาก็ไม่เห็นน่าจะเสียหายอะไร  ไม่เป็นความผิดความพลาดอะไร เพราะดอกไม้บานอยู่ตามธรรมดา เดี๋ยวนี้ก็ดูได้ว่าบานอยู่ นี่สาละประเภทนี้ แต่สาละก็มีคนเรียกกันหลายชื่อและหลายประเภท ดอกนั้นคล้ายดอกจิก มีต้นอยู่ทางขวามือ อาตมภาพก็ปลูกทางขวามือแต่เวลานี้ย้ายเข้ามาติดกำแพงใบจะเหี่ยวแห้งไปบ้างก็เพราะไม่ได้ไปรดน้ำ ก็เป็นสาละอีกต้นหนึ่ง ไม่ใช่ต้นเดียวกัน แล้วก็ต้นหน้ากุฎีหลวงพ่อวัดเลียบ ท่านไปนมัสการสังเวชนียสถาน ท่านเอามาจากอินเดีย ท่านก็เรียกของท่านว่าต้นสาละเหมือนกัน อาตมาก็เอามาปลูกไว้ แต่ประเภทนั้นมีดอกเล็ก ๆ ดอกไม่ใหญ่นัก เวลานี้ก็มีดอก แต่เห็นจะไม่ปรากฏ ถ้าหากจะบานลงมาจริง ๆ หรือหล่นลงมาจริง ๆ ก็เป็นไปได้ แต่อาจจะไม่เป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น เพราะดอกเล็ก ๆ ท่านเรียกสาละเหมือนกัน อาตมาก็เอามาปลูกไว้ที่วัดนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าดอกไม้ในขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น ดอกสาละหรือดอกไม้ที่เรียกว่าดอกไม้สาละก็จะบานหล่นลงมาเป็นพุทธบูชา แต่คนที่ไม่เห็นด้วย หรือคนที่เป็นมิจฉาทิฐิ หรือเป็นพวกเดียรถีย์ นักบวชนอกศาสนา นับถือศาสนาอื่น ๆ และปลอมมาบวชมาพูดเพื่อที่จะทำลายคลายความเชื่อถือของเรา คลายศรัทธาของเราให้เราหลงไปตามเขาก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมใช้สติปัญญาพิจารณาดูการที่เขากล่าวนั้นเจตนาไม่ชอบและผลมันก็ออกมา เวลานี้ยังอาศัยผ้าเหลืองอยู่ แต่หาวัดอยู่ไม่ได้ อยู่ที่ไหนไม่รู้ ไม่ได้ติดตาม ไม่ได้สนใจ รู้แต่อยู่ในวัดต่าง ๆ ไม่ได้ ไม่มีใครเขารับ เขารับไม่ได้เพราะติเตียนพระพุทธ นี้เรื่องดอกไม้สาละที่บานนั้น ญาติโยม เป็นอัศจรรย์อันหนึ่งในวันวิสาขบูชา ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระพุทธเจ้าของเราประสูติก็วันนี้ ตรัสรู้ก็วันนี้ ปรินิพพานก็วันนี้ เขาก็ว่าเป็นไปยากไม่มีใครเป็นไปได้แต่อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีมาถึง ๔ อสงไขย์ กับแสนกัปป์เพื่อที่จะบรรลุพระโพธิญาณ เพื่อข้ามเพื่อนำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ ทั้งภายในภายนอก ทุกข์กายทุกข์ใจ หรือทั้งชาติทุกข์  ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ให้พ้นทุกข์ได้ด้วยความปรารถนา หรือบารมีที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมานั้นนานมากถึง ๔ อสงไขย์กับแสนกัปป์ จึงเป็นเหตุให้พระองค์มีอัจฉริยะได้อัจฉริยะ ประสูติก็ประสูติในวันนี้ ตรัสรู้ก็ตรัสรู้ในวันนี้ ปรินิพพานก็ปรินิพพานในวันนี้มีอัจฉริยะเป็นพิเศษ แต่ถ้าเทียบกันกับคนธรรมดา ญาติโยมก็คงจะเคยได้ยินบ้าง คนเกิดวันอาทิตย์ ตายวันอาทิตย์ เกิดวันจันทร์ตายวันจันทร์ เกิดวันศุกร์ตายวันศุกร์ เกิดวันเสาร์ตายวันเสาร์ มีมากไม่ใช่มีน้อย แต่เป็นคนธรรมดาอย่างเรานี้ เขาถือว่าคนหมดอายุเกิดวันนั้นตายวันนั้นเป็นคนหมดอายุ จะอายุมากอายุน้อยไม่รู้ ถือกันมาอย่างนั้น แต่นี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นได้ง่าย ๆ คนธรรมดาก็ยังมี ไม่ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรอก

แล้วก็มีอีกประเภทหนี่งเกิดมาแล้วเดินได้ พระพุทธเจ้าของเราเมื่อเกิดมาแล้ว เมื่อประสูติพ้นจากมาตุคัพโภทรพระครรภ์นางสิริมายาราชเทวี เสด็จเดินไปถึง ๗ ก้าว ไม่ใช่จะเดิน ๗ ก้าวอย่างเดียว ยังตรัสอาสภิวาจาอีกว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้เลิศ เราเป็นผู้เจริญ เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ยังตรัสอีก มีที่ไหนบ้างคนที่ตรัสได้อย่างนี้ แล้วเรื่องนี้เคยมีพูดขึ้นในที่ประชุม ในที่ประชุมสันนิบาตสมาคมของพุทธศาสนา เขานิมนต์อาตมภาพไปร่วมประชุมด้วย เขาบอกว่าการที่พวกเราจะไปประกาศเรื่องพระพุทธเจ้าเมื่อประสูติแล้วเดินได้เจ็ดก้าวนี้ เป็นเรื่องเกินความจริงไป หรือการที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส นี้ก็เป็นเรื่องเกินความจริงไป ไม่ควรจะประกาศ เพราะจะเป็นทางให้คนอื่นข้างนอกค้านได้ แต่คนที่พูดจะเป็นใคร จะเป็นพวกเดียรถีย์เข้ามาหรืออย่างไร อาตมภาพตามไม่ถึง เพราะเพิ่งเข้าไปวันนั้น เห็นเขาพูดอย่างนั้น อาตมภาพก็อดไม่ได้จึงยกมือขึ้น อาตมภาพขอโอกาสบอกท่านที่พูดไป ท่านผู้พูดก็พูดตามความเห็นของท่าน อาตมภาพขอชี้แจง ไม่ใช่ตามความเห็นของอาตมา แต่ตามหลักฐานในพระพุทธประวัติหรือตามหลักฐานในคัมภีร์ พระพุทธเจ้าเมื่อประสูติจากมาตุคัพโภทร เสด็จพุทธดำเนินถึง ๗ ก้าว แล้วตรัสอาสภิวาจา เป็นเรื่องจริง

คนที่เกิดมาพูดได้ในตำนานทางพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ชาติ ชาติเวสสันดร ชาติมโหสถ และชาติสิทธัตถะคือชาติสุดท้าย ไม่ใช่ชาติเดียว ไม่ใช่ชาติสิทธัตถะชาติเดียว เป็นมาตั้งแต่ชาติมโหมสถ เป็นมาตั้งแต่ชาติเวสสันดรแล้ว สามชาติทั้งชาติสุดท้ายคือชาติสิทธัตถะ มีหลักฐานชัดเจนมีในตำรา แล้วที่เดินเจ็ดก้าวนั้นก็มีดอกบัวรองเสียด้วย มีดอกบัวรองรับพระบาททั้งเจ็ดก้าว ไม่ใช่ว่ามีดอกบัวขึ้นดอกใดดอกหนึ่ง ถ้าพูดถึงหลักฐานทั่วไปไม่น่าจะมี แต่เพราะความเป็นพระพุทธเจ้าก็จึงมี เพราะบารมีที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมานั้น อาจให้เกิดให้มีขึ้น นี้เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าพิจารณาถึงเรื่องธรรมดา อาตมาว่า ถ้าอย่างนั้น ไม่ต้องไปดูไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องพระพุทธเจ้า หรือตำนานของพระพุทธเจ้า ถ้ามีใจเป็นกลางสักหน่อย ลูกไก่ที่ออกจากท้อง จากฟองไข่  แม่กกประเดี๋ยวเดียวพอขนแห้งก็เดินได้ร้องได้แล้ว ลูกไก่เล็ก ๆ นี้ คนที่เคยเลี้ยงไก่ รู้ดี ลูกไก่เล็ก ๆ ที่แม่กกมาเพียงสิบแปดวันหรือยี่สิบวัน พอทำลายฟองออกมาได้ แม่กกประเดี๋ยวเดียวก็ร้องได้เดินได้ ลูกวัว ลูกควาย เมื่อคลอดตกจากแม่ แม่ก็จะกินรก กินรก กัดรก เขาก็ลุกบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้าง ล้มบ้าง นี้เท่าที่อาตมาเคยเห็น สักประเดี๋ยวก็จะเดินได้ มายืนอยู่ใต้แม่ ยืนกับแม่ แต่ถ้าเป็นลูกม้า อาตมาเป็นแต่ได้ยินมา ลูกม้าเมื่อคลอดออกมาแล้วต้องวิ่งรอบแม่ ธรรมชาติของม้าเป็นอย่างนั้น ธรรมชาติของไก่ ธรรมชาติของควาย ธรรมชาติของวัว ธรรมชาติของม้า เป็นอย่างนี้ นี้ธรรมชาติของพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า ทำไมจะพูดไม่ได้ ทำไมจะเดินไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ พูดถึงธรรมดาแล้วก็มาถึงพระมารดาพระโพธิสัตว์ ผู้ที่เป็นมารดาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มาอุบัติเกิดจะต้องรักษาศีล ๕ นี้เป็นธรรมดา ธรรมดาของมารดาพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์มาอุบัติเมื่อใด มารดาจะต้องรักษาศีล ๕ เมื่อนั้น เมื่อคลอดพระโพธิสัตว์แล้ว มารดาจะต้องทิวงคต และต้องไปอุบัติในสันดุสิต เป็นเทวดารอรับมรรคผลยิ่ง ๆ ขึ้นไปในชั้นนั้น นี้เป็นเรื่องธรรมดา

เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมกำหนดโดยนัยที่อาตมภาพชี้แจงแสดงมานี้ เป็นเครื่องบำเพ็ญความดีสำหรับตน ให้เชื่อว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน  ในวันวิสาขบูชา ชาวโลกหรือสหประชาชาติจึงยอมรับว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูชาโลก เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงสอนธรรมเพื่อความสงบ หรือความร่มเย็นของชาวโลก เขาจึงยอมรับ เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลายเมื่อมาถึงวันนี้ เราก็ต้องตั้งใจปฏิบัติธรรม คือตั้งใจปฏิบัติความดี ความชอบ เริ่มด้วยทาน ศีล และภาวนา เพื่อเป็นพุทธบูชา จะได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยปฏิบัติบูชา เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมสาธุชนทุกท่านทุกคนพึงมีจิตเป็นมหากุศลตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นพุทธบูชา โดยนัยดังที่อาตมภาพแสดงมา

วิสัชนาพระธรรมเทศนาอัปปมาทกถาพอสมควรแก่เวลา ขอยุติพระธรรมเทศนาแต่เพียงนี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2556 เวลา 12:07 น.