พระธรรมเทศนา เรื่อง วันมาฆบูชา

พระธรรมเทศนา

เรื่อง วันมาฆบูชา

โดย สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙) 

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ วันที่ ๙ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒

 **************

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถาติ.

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙)

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙)

ณ บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนาอัปปมาทกถา พรรณนาเรื่องความไม่ประมาท เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เพิ่มพูนอัปปมาทธรรมสัมมาปฏิบัติของท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ซึ่งได้ประกอบบุรพกิจ คือกิจเบื้องต้น ได้แก่ การบูชาพระ ไหว้พระ ทำวัตรพระ รักษาศีล แล้วตั้งใจสดับพระธรรมเทศนา จนกว่าจะยุติด้วยเวลา

เนื่องในวันนี้เป็นวันมาฆบูชาหรือเป็นวันมาฆปุรณมี ดิถีเพ็ญเดือน ๓ ซึ่งเราท่านทั้งหลายรู้กันว่า เป็นวันมาฆบูชา หรือเป็นวันที่สมเด็จบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์คือหัวใจพระพุทธศาสนา เราท่านทั้งหลายจึงควรไม่ประมาทในคำสอนส่วนนี้ นำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดสิริสวัสดิ์แก่ตน ทุกท่านทุกคน โดยเฉพาะวันนี้ซึ่งเรียกกันว่า วันมาฆปุรณมีดิถีเพ็ญเดือน ๓ เป็นวันที่พระสงฆ์องค์อรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมกัน โดยมิได้มีการนัดหมายประการหนึ่ง วันนั้นเป็นวันที่ดาวมาฆฤกษ์หรือดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ เต็มดวง ซึ่งเรียกกันว่า วันดิถีเพ็ญ ประการหนึ่ง ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ บวชเฉพาะพระพักตร์หรือบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือบวชต่อพระพักตร์ หรือรับการอุปสมบทจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง นี้ประการหนึ่ง และท่านทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ชักชวน ไม่ได้กำหนดว่า วันนี้เราจะมาประชุมกัน เป็นวันที่ท่านมาประชุมกันโดยพร้อมเพรียงกัน จึงเรียกว่า มีความอัศจรรย์ในกาลครั้งนั้น ถือว่าวันนี้เป็นวันอัศจรรย์ที่พระสงฆ์องค์อรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์มาประชุมกัน ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ทุกรูปทุกองค์ บวชเฉพาะพระพักตร์ หรือบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อความพร้อมแห่งอัศจรรย์เกิดขึ้นอย่างนี้ ท่านจึงเรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาต เป็นอัศจรรย์พิเศษ มีครั้งเดียว พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์คือคำสอนที่เป็นหลักพระพุทธศาสนา เพื่ออนุรูปแก่กาลเวลา จะนำเอาคำสอน เพื่อให้ญาติโยมทั้งหลายได้กำหนดจดจำ หรือจำง่าย ๆ ว่า คำสอนของพระพุทธศาสนา หรือหลักของพระพุทธศาสนานั้นมีลักษณะหรือมีหลักอย่างนี้

สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่กระทำความชั่วทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าความชั่ว จะเป็นความชั่วเล็กน้อยก็ตาม ใหญ่ก็ตาม หรือความเลวร้ายความไม่ดี ทุจริต อกุศลทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ควรกระทำ ไม่กระทำ นี้เป็นคำสอนข้อแรก

กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังกุศลหรือความดีความชอบ สุจริต จะน้อยก็ตาม มากก็ตาม ให้เกิดขึ้น ให้มีขึ้น ให้ถึงพร้อม นี้เป็นคำสอนข้อที่สอง

สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว หรือการชำระจิตของตนให้สะอาดปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือโลภ โกรธ และหลง นี้เป็นคำสอนข้อที่สาม

สามประการนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกพระองค์  นี่เป็นคาถาเบื้องต้น ต่อจากนั้นก็ประทานต่อไปอีกว่า

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ความอดทนคือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างเยี่ยมยอด เป็นความดีอย่างเยี่ยมยอด หรือเป็นความดีให้ถึงความเจริญ ให้ถึงความดับทุกข์ได้อย่างเยี่ยมยอด เพราะฉะนั้น เหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น เราก็อาศัยหลักธรรมคำสอนนี้เป็นเครื่องระงับเครื่องดับ ใช้ความอดความทน ไม่แสดงกิริยาอาการผิดแผกหรือให้เสียหายเกิดขึ้น

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์กล่าวว่าพระนิพพานเป็นธรรมอันเยี่ยมยอด พระนิพพานนี้เป็นหลักสุดยอดของพระพุทธศาสนา คือเป็นการดับทุกข์ หรือดับเหตุที่จะให้เกิดทุกข์ ดับราคะ โทสะ โมหะ ทั้งสิ้น ผู้ที่ถึงพระนิพพานจะถึงแดนสุขอันแท้จริง ซึ่งไม่ใช่สุขซึ่งมีอามิสเจือปน เป็นสุขสุดยอด พึงเข้าใจว่าพระนิพพานเป็นธรรมเยี่ยมยอดของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ชาวพุทธทั้งหลายทำบุญกุศลส่วนใด จะเป็นทาน ศีล ภาวนา ก็ปรารถนาพระนิพพาน

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี น สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต บุคคลที่ฆ่าบุคคลอื่นหรือเบียดเบียนบุคคลอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ หรือไม่ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะฉะนั้น การเบียดเบียนผู้อื่นก็ดี ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะเหตุใด ๆ ก็ดี ทำลายชีวิตหรือฆ่าผู้อื่นนั้น ไม่ชื่อว่า สมณะ

ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร การสำรวมในพระปาฏิโมกข์หรือการสำรวมในพระวินัย คือเว้นจากข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์ทรงอนุญาต

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักประมาณในการรับประทาน รับประทานแต่พอเหมาะพอควร ไม่ให้มากจนเกินไป ไม่ให้น้อยจนเกินไป ไม่ให้รับประทานด้วยตัณหาคือความอยาก หรือความโลภ รู้จักความพอเหมาะพอดีในการบริโภค

ปนฺตญฺจ สยนาสนํ การนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันพอเหมาะพอควร ไม่นั่งนอนบนที่นอนอันสูงใหญ่เกินประมาณ

อธิจิตฺเต จ อาโยโค การประกอบอธิจิตหรือการประกอบสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา การทำใจของตนให้บริสุทธิ์ด้วยการเจริญสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐาน

ที่กล่าวมานี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เท่าที่อาตมภาพนำมากล่าวโดยย่อหรือแต่หลักคำบาลีพร้อมทั้งคำแปล เพียงเพื่อจะรักษาเวลา ให้ญาติโยมทั้งหลายเข้าใจว่า ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนไว้อย่างนี้ เหตุที่ทรงสอนอย่างนี้ก็เพื่อจะให้พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์นั้นนำเอาหลักธรรมคำสอนนี้ไปประกาศพระศาสนา เป็นแนวทางของพระพุทธศาสนา ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้รับพระโอวาทปาฏิโมกข์หรือคำสอนเนื่องในวันมาฆบูชานี้แล้ว ต่างท่านต่างองค์ก็ไปประกาศพระศาสนา สอนให้ประชาชนละบาป บำเพ็ญบุญ และทำใจของตนให้พ้นจากเครื่องเศร้าหมอง คือโลภ โกรธ และหลง ในหลักทางนั้น ผู้สอนหรือผู้ปฏิบัติก็ย่อมจะกระทบกับการตำหนิติเตียนหรือการว่ากล่าว การใส่ร้าย หรืออย่างหนึ่งอย่างใดจะเกิดขึ้น จึงมีคำสอนต่อมาเป็นเครื่องประกอบการพิจารณาว่า ความอดทนความอดกลั้นเป็นตบะเป็นความดีอย่างเยี่ยมยอด พระนิพพานเป็นธรรมะอันสูงสุดของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมะอันเยี่ยมยอด ผู้ที่ฆ่าผู้อื่นเบียดเบียนสัตว์อื่นให้เดือดร้อนนั้นจะเป็นสมณะไม่ได้หรือเป็นผู้สงบไม่ได้ ก็เตือนว่า สมณะจะต้องอยู่ในความสงบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ทำลายชีวิตจิตใจของผู้อื่น เป็นเครื่องเตือนให้ผู้ที่รับคำสั่งคำสอนนั้นมีเมตตากรุณาในผู้อื่นสัตว์อื่น และการบริโภคอาหารแต่พอเหมาะพอควร ทำตนให้เป็นผู้ที่เขาเลี้ยงง่าย หรือให้ผู้อื่นเลี้ยงได้โดยง่าย เพราะชีวิตของสมณะหรือของพระภิกษุนั้นต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ เขาให้อย่างไร พอใจอย่างนั้น มีอย่างไรได้อย่างไร พอใจเช่นนั้น นี้เป็นความพอเหมาะพอควร หรือเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ส่วนการนั่งการนอน ก็นอนพอรักษาอิริยาบถให้เป็นไป คือตามธรรมดา จะนั่งอยู่ตลอดก็เป็นไปไม่ได้ จะเดินตลอดหรือยืนตลอดก็เป็นไปไม่ได้ ต้องมีการนั่งการนอนเป็นการพักผ่อนอิริยาบถ รักษาอิริยาบถ แต่ไม่นอนเพื่อความสบาย ไม่นอนอย่างชาวโลกทั้งหลายเขานอน และให้อยู่ในเสนาสนะอันสงัด หมายถึงให้อยู่ในป่า ในเสนาสนะป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่าง เพราะการทำสมาธิจิตนั้นต้องอาศัยป่า เรือนว่าง หรือโคนไม้ ซึ่งเป็นที่สงบสงัด ก็จะบังคับจิตทำจิตให้สงบได้โดยง่าย จึงสอนให้อาศัยเสนาสนะอันสงัด และการประกอบอธิจิตคือการเจริญสมาธิภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนานั้นเป็นเรื่องที่ควรกระทำ เพราะผู้ที่ทำจิตสงบได้หรือทำจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงนั้นมีโอกาสจะเข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาล นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ทรงสอนอย่างนี้ จะในอดีตที่ล่วงแล้วก็ดี หรือจะมาในภายหน้าก็ดี จะต้องมีคำสั่งสอนอย่างนี้ จึงเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายกำหนดนัยแห่งโอวาทปาฏิโมกข์ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่พระสงฆ์องค์อรหันต์ทั้งหลาย และประพฤติปฏิบัติตาม จะได้ชื่อว่าเป็นการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยปฏิบัติบูชา

เนื่องในวันมาฆบูชานี้ เราท่านทั้งหลายจะได้ทำศาสนกิจหรือกิจเกี่ยวกับการบูชา อย่างที่เป็นอยู่ มีการให้ทาน มีการรักษาศีล มีการเจริญสมาธิภาวนา และมีการเดินเทียนเวียนทักษิณาวัฏเป็นพุทธบูชา ในวันนี้ วัดชนะสงครามมีกิจพิเศษเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งท่านอาจารย์ สมชาย ท่านถวายพระพุทธบาทจำลองมาไว้ที่หลังพระอุโบสถ อาตมภาพก็อนุญาตให้ญาติโยมสักการะบูชา ก็สักการะบูชามาเป็นเวลานานพอสมควร เห็นว่า วันนี้ มีโอกาสที่จะกระทำมณฑปหรือที่คลุมบังไม่ให้ฝนตกลงไปนองอยู่ในรอยพระพุทธบาท เพื่อญาติโยมจะได้กราบไหว้บูชาได้สะดวก ทำพิธีสร้างมณฑป ที่สร้างนี้สร้างเพื่ออะไร เพื่อให้เป็นพุทธบูชา เสนาสนะถาวรวัตถุที่เราทำ จะเป็นอุโบสถก็ดี หรือศาลาการเปรียญก็ดี สร้างไว้ก็เพื่อบำเพ็ญกุศล ประกอบศาสนกิจกัน แต่มณฑปนี้สร้างเป็นพุทธบูชาเพื่อคลุมพระบาท แล้วให้เกิดศรัทธาปสาทะคือความเชื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้น ให้ตั้งใจว่า เราจะทำเป็นพุทธบูชา บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ในปูชากถา ท่านยกตัวอย่างว่า การกระทำบูชาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ก็ดี เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้วก็ดี ถ้าเราตั้งจิตตั้งใจเสมอกัน ผลที่ได้รับนั้นก็จะเสมอกัน มีบาลีรับรองว่า

ติฏฺฐนฺเต นิพฺพุเต วาปิ          สเม จิตฺเต สมํ ผลํ ฯ

พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็ดี เสด็จดับขันธปรินิพพาน

แล้วก็ดี เมื่อบุคคลตั้งใจไว้เสมอ ผลที่ได้รับก็ย่อมเสมอกัน ฯ

เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมตั้งใจบูชาเป็นพุทธบูชา ผลของความตั้งใจหรือกุศลจิตส่วนนี้ก็จะติดตามท่านทั้งหลายไปทั้งปัจจุบันนี้และภายหน้า เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมสาธุชนเข้าใจตามนัยนี้

เวลานี้ก็เป็นเวลาสมควรที่อาตมภาพจะยุติพระธรรมเทศนา เพื่อจะได้ประกอบการบูชาในกาลต่อไป ในเบื้องต้น ขอแจ้งให้ญาติโยมทั้งหลายทราบว่า ต่อจากเทศน์จบนี้ก็จะมีการบวงสรวงเทพยเจ้า ตลอดจนสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ผู้สร้างวัดชนะสงคราม และญาติโยมอดีตที่อุปถัมภ์บำรุงวัดชนะสงคราม หรือเจ้าของวัดที่บริจาคสร้างที่ ประกาศให้รู้ว่า วันนี้จะมีการสร้างมณฑปถวายเป็นพุทธบูชา ให้เทพยดาอารักษ์ทั้งหลายได้รับทราบรับรู้ นี้ประการหนึ่ง ซึ่งจะได้ทำพิธีต่อไปหลังจากเทศน์จบนี้ ขอให้ญาติโยมทั้งหลายร่วมอนุโมทนาแล้วก็ไปร่วมพิธีทำการบวงสรวงหรือบูชา หลังจากนั้นแล้ว ก็จะมาร่วมกันยกเสามณฑป พิธียกทำเป็น ๔ ต้น ยกทีละต้น ต้นเสาเอก แล้วก็มาเสาโท แล้วก็รองลงมา ๆ ใช้สายสิญจ์เป็นเครื่องผูก แสดงว่าน้ำใจหรือพร้อมกันว่า เราร่วมส่วนกุศลในส่วนนี้ ใช้สายสิญจ์เป็นเครื่องยึดถือ แต่ถ้าหากญาติโยมไม่ได้ถือสายสิญจ์ ยืนอยู่ห่าง ไม่สะดวกเพราะเหตุใดก็ตาม ขอให้ส่งใจหรือใช้ใจให้พร้อมที่จะยกอนุโมทนาส่วนกุศลส่วนนี้กับญาติโยม ก็ได้ยกได้ทำ นี้เป็นประการที่สอง หลังจากนั้นแล้ว จะยกเสาที่สอง ที่สาม ที่สี่ เป็นลำดับไป ให้เสร็จในวันนี้ เพราะงานไม่มากนัก ให้ทุกคนตั้งใจทำเป็นพุทธบูชาว่า มณฑปหลังนี้สร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา บูชาพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งพระองค์มีพระเมตตา มีพระกรุณาในสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า จนกระทั่งถึงเราท่านทั้งหลาย มีพระปัญญาคุณ คือ รอบรู้ทั้งคดีโลกและคดีธรรม ทรงพระบริสุทธิคุณ คือ ถือพระกำเนิดเกิดในขัตติยราชสกุล แม้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณก็โดยไม่มีครูไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ถึงความเป็นสัมมาสัมพุทธะก็ด้วยพระองค์เอง เราตั้งใจบูชาพระองค์ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยพระกรุณาคุณ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณดังกล่าวมา ขอให้ญาติโยมทุกท่านตั้งใจอย่างนี้ อาตมภาพเชื่อว่า กุศลก็จะพึงเกิดมีเกิดขึ้นแก่ท่านทั้งหลายทุกคนที่มีความตั้งใจ และจะติดตามส่งผลให้ได้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ขอให้ญาติโยมทั้งหลายจงตั้งใจทำพุทธบูชาดังกล่าวมา

วิสัชนาพระธรรมเทศนาอัปปมาทกถาพอสมควรแก่เวลา ขอยุติพระธรรมเทศนาแต่เพียงนี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด เมื่อ: 25 มีนาคม 2556 เวลา 4:48 น.