พระธรรมเทศนา อาสาฬหบูชากถา

พระธรรมเทศนา

อาสาฬหบูชากถา

โดย สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙) 

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๕

 *******************

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพาติ.

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙)

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสรมหาเถร ป.ธ.๙)

ณ บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา ในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรคาถา พรรณนาข้อความในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เพิ่มพูนอัปมาทธรรมสัมมาปฏิบัติของท่านสาธุชนพุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ซึ่งได้ประกอบบุรพกิจ คือกิจเบื้องต้น ได้แก่ การบูชาพระ ไหว้พระ ทำวัตรพระ รักษาศีล แล้วตั้งใจสดับพระธรรมเทศนาจนกว่าจะยุติลงด้วยเวลา

โดยอุเทศแห่งเทศนาที่ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นว่า เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพาติ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยใจความว่า “ที่สุดสองอย่าง บรรพชิตไม่ควรเสพ  ไม่ควรประพฤติ  ไม่ควรปฏิบัติ  ไม่ควรกระทำ”  ดังนี้  เรื่องข้อความในพระธัมม-จักกัปปวัตนสูตรนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรือเป็นธรรมชั้นสูง ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะแสดงพระธรรมเทศนานี้ พระองค์ทรงพิจารณาว่า บุคคลที่จะรับพระธรรมเทศนานั้นจะต้องมีปัญญาพอที่รับได้ เพราะบุคคลที่จะรู้แล้วเข้าถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นของยากยิ่ง แต่ทรงพระเมตตา หรือพระกรุณาในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ก็มาพิจารณาเห็นว่า บรรดาเหล่าสัตว์ที่จะรับพระธรรมเทศนาก็มีอยู่ คือหมายถึงว่า คนที่มีสติปัญญาพอจะรับได้ก็มีอยู่ จึงทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก เนื้อหาหรือพระธรรม-เทศนาพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั้นเป็นธรรมชั้นสูง เป็นธรรมละเอียด แม้อาตมภาพผู้จะมาแสดงให้ญาติโยมฟังนี้ก็จำมาได้ไม่หมด ถ้าจำมาได้ไม่หมด ขาดตกบ้างก็ต้องขออภัยด้วย ไปค้นเอาเอง แต่ที่จะนำมาแสดงในวันนี้ก็มีเหตุผลสองสามประการ ประการแรกทีเดียว วันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นที่รู้กันทั่ว ๆ ไปว่า เป็นวันที่คณะสงฆ์กำหนดว่า วันอาสาฬหบูชา เพราะมีการบูชาเกิดขึ้นในกลางเดือน ๘ คือมีการเวียนเทียน เวียนทักษิณาวัฏ ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ หรือระลึกว่า วันนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกแก่พระปัญจวัคคีย์ วันนี้จึงเรียกว่า วันอาสาฬหบูชา อีกชื่อหนึ่ง วันนี้เรียกว่า วันวัสสูปนายิกา คือเป็นวันที่น้อมเข้าไปใกล้กาลฝน หรือเป็นวันพระ ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๘ นั่นเองเหมือนกัน เพราะพรุ่งนี้จะถึงวันเข้ากาลฝนแล้ว ในปีที่ไม่มีอธิกมาสก็แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ต้น แต่ในปีที่มีอธิกมาส คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง วันพรุ่งนี้จะเป็นวันวัสสูปนายิกา คือเป็นวันที่น้อมเข้าไปสู่กาลฝน มีเหตุเกิดขึ้น ๒ ประการ เหตุที่สำคัญประการแรกก็คือ วันที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดพระปัญจวัคคีย์ เป็นเหตุที่อาตมภาพกำหนดไว้ว่า วันนี้จะแสดงข้อความในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร และอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องประกอบ เมื่อเช้าก็มีญาติโยมท่านหนึ่งขึ้นไปเอาของไปถวาย แล้วก็พูดว่า วันนี้มีสวดธรรมจักรไหม อาตมาก็บอกว่า ที่วัดนี้ไม่มี แต่ที่วัดอื่นอาจจะมีก็รู้ไม่ได้ แต่วันนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระธรรมจักรเทศนา คือแสดงพระธรรมจักรโปรดปัญจวัคคีย์ ประกอบกับความคิดหรือความรู้สึกเดิมว่า วันอาสาฬหบูชาหรือวันวัสสูปนายิกา วันที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีอยู่แล้ว แล้วก็มีญาติโยมไปเตือนว่า วันนี้จะมีสวดธรรมจักรไหม ทำให้อาตมภาพมีความตั้งใจที่จะเทศน์เรื่องธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้มากขึ้น ญาติโยมทั้งหลายได้โปรดกำหนดว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมา-สัมโพธิญาณในวันเพ็ญเดือน ๖ แล้ว ในระหว่างนั้นก็ทรงเสวยวิมุติสุขอยู่ตามลำดับ อยู่ที่ไม้มหาโพธิ์บ้าง ไม้เกตุบ้าง และรัตนะเรือนแก้วบ้าง เมื่อครบแต่ละแห่งแต่ละที่แล้ว ก็ไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เมื่อไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ในชั้นต้น พระปัญจวัคคีย์ไม่รับพระธรรมเทศนา ไม่แสดงความเคารพ พระองค์ก็ตรัสว่า เราจะแสดงธรรมแก่พวกท่านทั้งหลาย พระปัญจวัคคีย์แสดงอาการที่จะไม่รับฟังพระธรรมเทศนา พระองค์ก็ย้ำว่า คำเช่นนี้เราเคยบอกกล่าวแก่พวกท่านทั้งหลายบ้างหรือไม่ คือเตือนสติให้ปัญจวัคคีย์ตั้งสติ พระปัญจวัคคีย์เมื่อได้รับฟังพระโอวาทว่า คำเช่นนี้เราเคยได้กล่าวกับท่านทั้งหลายบ้างหรือไม่ พระปัญจวัคคีย์ก็ตั้งใจจะรับพระธรรมเทศนา และพระองค์ก็ทรงแสดง  เทฺวเม  ภิกฺขเว  อนฺตา  ปพฺพชิเตน  น เสวิตพฺพา,  โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค  เป็นลำดับไป ใจความในพระธรรม-เทศนานั้น ที่สุด ๒ อย่าง คือ สบายที่สุด กับลำบากที่สุด ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ทางที่จะตรัสรู้นั้นคือ มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ญาติโยมฟังไว้เท่านี้ก็เห็นจะพอ เพราะเนื้อความในธัมมจักกัปปวัตนสูตรมีใจความใหญ่ ๆ สำคัญเพียงเท่านี้ ที่สุด ๒ อย่างคือ สบายที่สุดก็ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ลำบากที่สุดก็ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ทางตรัสรู้นั้นคือทางสายกลาง ทางสายกลางคือมรรคมีองค์ ๘ เริ่มสัมมาทิฐิ เป็นองค์ต้น เท่าที่เตือนให้ญาติโยมทั้งหลายกำหนดจดจำไว้เพียงเท่านี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน ไม่ให้เกิดการวุ่นวายเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติดี หรือทางปฏิบัติของทางสายกลางนี้ ไม่ใช่ใช้แต่ในทางตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น แม้จะประกอบธุรกิจการงานอะไรก็ตาม ก็ต้องอาศัยทางสายกลางนี้เป็นสำคัญ ทางสายกลางนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ใช้ได้ทุกอย่าง ใช้ได้ทุกสถานที่ ใช้ได้ทุกบุคคล แล้วแต่บุคคลผู้นั้นจะเอาไปประกอบในส่วนใด ๆ ทำแต่พอเหมาะพอดี อย่าให้เกินดีไป อย่าให้เกินเหมาะไปก็เป็นเรื่องพอดี เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมทั้งหลายนำเอาทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์นี้ไปพิจารณาแล้วน้อมเอาไปปฏิบัติด้วยตัวเอง ต้องอุปมาใกล้ ๆ เสียก่อน สมมติว่า ญาติโยมจะมาวัดวันนี้ จะมารักษาศีลฟังธรรม ไม่ต้องสมมติ เอาเรื่องจริงก็ได้ คือ วันนี้เป็นวันพระ ๑๕ ค่ำ เป็นวันพระกลางเดือน ๘ เป็นวันพระใหญ่ ญาติโยมที่ปรารถนาบุญ ปรารถนากุศล ก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อนทีเดียวว่าพรุ่งนี้เราจะต้องไปวัดแน่นอน เราจะไปทำบุญตักบาตร เราจะไปแสวงบุญ แสวงกุศล ให้ทานรักษาศีล ฟังธรรม เพื่อเป็นกำไรในชีวิตของเรา ต้องตั้งใจไว้อย่างนี้เป็นประการต้น เพราะความตั้งใจที่เริ่มไว้มาก บางท่านบางคนอาจจะนอนไม่หลับ เกิดวิตก เกิดกังวล แทนที่จะตื่นตอนตี ๔ ตี ๕ เกิดตื่นตอนตี ๑ ตี ๒ แล้วก็กังวลมากนอนไม่หลับ เมื่อนอนไม่หลับแล้วจะเป็นประโยชน์อะไร อาจจะมาทำความวุ่นวาย หรือทำให้จิตใจเสียสมาธิในการฟัง เสียสมาธิในการที่จะตั้งใจทำบุญ ในการที่เจริญภาวนาส่วนอื่น ๆ แต่ญาติโยมบางคนอาจจะนึกว่า เรานอนให้สบาย เช้า ๆ จะได้สบายหน่อย ไปตื่นเอา ๖ โมงเช้า ตื่นแล้วแทนที่จะลุกขึ้น เลยขอต่ออีกหน่อย ไม่เป็นไรหรอก นอนอีกหน่อย พักผ่อนให้มาก ๆ เกินไปจนถึง ๗ โมง หรือ ๘ โมงเช้า ลุกขึ้น กว่าจะแต่งตัวมาวัดก็ไม่ทันแล้ว นี่เห็นง่าย ๆ เรื่องทำให้พอดี เกินดีก็ไม่ถึงดี ถ้าหากไม่ถึงดี ก็ดีไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จะเป็นการค้าการขายอย่างหนึ่งอย่างใด หรือรับราชการงานแผ่นดินทุกประเภท ถ้าทำเกินพอดี หรือไม่ถึงจุดดี ก็ดีไม่ได้ หรือเลยดีไป เกินดีไปก็ดีไม่ได้ เช่น อย่างบางคนตั้งใจทำความดี แต่กลับเป็นโทษแก่ตัว ตั้งใจทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นประโยชน์หรือเป็นบุญเป็นกุศล แต่เกินดีไป เลยเกิดเป็นโทษแก่ตน ไม่พอดี ไม่พอเหมาะพอดี เกินดีไป หรือ ทำดีไม่ได้ดี กลับได้รับความเดือดร้อน ก็เพราะเกินดีไป ญาติโยมลองพิจารณาดู นี่เป็นเรื่องของการไม่ปฏิบัติตามทางสายกลาง ไม่ปฏิบัติให้พอเหมาะพอดี พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว ได้ทรงดำเนินมาแล้ว แล้วก็ทรงประมวลข้อปฏิบัติที่พระองค์ได้พบ ได้ประสบ ได้ตรัสรู้มาแสดงให้เราท่านทั้งหลายเป็นแนวทางปฏิบัติ หากพระองค์ทรงปรารภว่า กามสุขลฺลิกานุโยโค คือการประกอบตนให้อยู่ในความสุขนั้น เริ่มต้นตั้งแต่เป็นเจ้าชายอยู่ในปราสาทสามหลัง ในสามฤดู ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน คือทำเอาตามความพอใจ ร้อนนักอยู่หลังนี้ไม่สะดวกก็ไปอยู่หลังโน้น เย็นนัก หนาวนัก ก็ไม่ชอบ มาอยู่หลังนี้ อย่างนี้เป็นต้น นี่ไม่ใช่ทางตรัสรู้ เป็นทางให้ติดกับสุข ไม่ใช่ทางตรัสรู้แน่นอน หรือการทรมาน พระองค์ให้ลำบาก เช่นอย่างบริโภคอาหารน้อย ๆ ลดลงไป ๆ จนกระทั่งไม่ฉัน จนกระทั่งไม่เสวย การบังคับลมหายใจ อย่างเช่น กดพระชิวหาที่พระตาลุ คือเอาลิ้นกดเพดานจนกระทั่งลมขึ้น จนพระเกตุนูน เป็นลักษณะสูงขึ้นกว่าที่ปรากฏเห็นทั่ว ๆ ไปในพระพุทธรูปนั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ลำบากมา ก็รู้ว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ ไม่ได้หมดกิเลส กิเลสยังมีอยู่ ต่อมาจึงเสวยพระกระยาหารที่นางสุชาดานำไปถวายคือข้าวมธุปายาส เพื่อให้พระวรกายกลับมีกำลังพอที่จะปฏิบัติธรรมต่อไปได้ แล้วก็ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่นั้น ก็มีหลักกำหนดเป็น ๔ อย่าง คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุแห่งการดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกว่า อริยสัจธรรม นี่เป็นของจริงของพระพุทธเจ้า เป็นหัวข้อหรือเป็นหัวใจของเทศนาในวันนี้ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเมื่อ ๒๕๔๘ ปีที่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดปัญจวัคคีย์นั้น มีหัวข้อใหญ่ ๆ เป็น ๔ คือ ทุกข์ คือ สิ่งที่สัตว์ทนได้ยาก หรือสิ่งที่คนทนได้ยาก, สมุทัย คือ เหตุที่จะเกิดทุกข์, นิโรธ คือ ความดับทุกข์ และปฏิปทาที่จะให้ถึงนิโรธคือความดับทุกข์ หรือเป็นวิธีที่จะให้ถึงการดับทุกข์ เรียกว่า มรรค มีองค์ ๘ ประการ มีส่วนประกอบอยู่ ๘ อย่าง เพราะฉะนั้น เรื่องการจะปฏิบัติให้สิ้นทุกข์ ให้หมดทุกข์ ก็ต้องค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ พิจารณา ค่อย ๆ ปฏิบัติ แล้วปฏิบัติพร้อมกันทั้ง ๘ ทาง บางท่านอาจจะตั้งข้อสังเกตว่า ทางมรรคมีองค์ ๘ หรือ มรรคก็คือทาง ๘ สาย หรือ ๘ เส้นนี้ ต้องปฏิบัติพร้อมกันทั้ง ๘ องค์ หรือ ๘ ทาง จะไหวหรือ คงตอบว่า ไหว เพราะพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านปฏิบัติมาแล้ว แต่เราทั้งหลายเป็นปุถุชนคนที่หนาด้วยกิเลส จะเข้าใจอย่างนี้ แต่พระอริยเจ้าหรือผู้ที่จะเป็นพระอริยะนั้น ปฏิบัติได้ ทำได้ ญาติโยมทั้งหลายลองพิจารณาดูก็จะรู้ได้ว่า เราคนรักษาศีลก็ต่างจากคนไม่มีศีล คนมีศีล ๕ ก็ต่างจากคนมีศีล ๘ คนมีศีล ๘ ก็ต่างจากคนมีศีล ๑๐ คนมีศีล ๑๐ ก็ต่างจากคนมีศีล ๒๒๗ ต่างกันอย่างนี้ตามฐานะของคน เพราะฉะนั้น เรื่องมรรคมีองค์ ๘ หรือทาง ๘ สายนั้นเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติที่จะถึงความเป็นพระอริยเจ้า สามารถทำได้ สามารถปฏิบัติได้ อาจจะทำให้ญาติโยมสงสัยว่า มรรคมี ๘ อย่างอะไรบ้าง ก็เห็นจะต้องกล่าวบ้าง เพราะไม่ได้ดูมานานไม่ได้จำมานาน อาจจะเผลอ ๆ ไปบ้าง ถ้าเผลอก็ไปค้นเอาเองก็แล้วกัน

๑.สัมมาทิฐิ

ปัญญาเห็นชอบ เรียกว่าอะไรเห็นชอบ เห็นชอบในอริยสัจ ๔ ต้องเห็นว่านี่คือทุกข์ นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์ นี่คือความดับทุกข์ นี่คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ นี่สัมมาทิฐิ ซึ่งเป็นองค์มรรคข้อต้นหรือเป็นทางสายแรก บางคนไปเข้าใจสัมมาทิฐิว่า คนนี้ชอบทำบุญให้ทาน รักษาศีล ชอบถวายสังฆทาน ชอบทำบุญ เอาของไปถวายพระทั้งเช้าทั้งเพล ปฏิบัติพระสงฆ์ไม่ให้ขาด เพราะเขามีสัมมาทิฐิก็อาจจะเป็นได้ ที่ว่าอย่างนี้ ที่ว่าสัมมาทิฐิ เห็นชอบ เห็นว่าบุญเป็นบุญ เห็นว่าบาปเป็นบาปก็ได้ แต่ยังไม่ตรงตัว สัมมาทิฐิที่ตรงตัวนั้นต้องเห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ถึงจะตรงตัว ถึงจะเรียกว่า สัมมาทิฐิแท้

๒.สัมมาสังกัปปะ

ดำริชอบ คือดำริในการออกจากกาม ดำริในการไม่พยาบาท ดำริในการไม่อาฆาตผู้อื่น ดำริในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น นี่คือดำริที่ชอบ จึงเรียกว่าสัมมาสังกัปปะ ดำริอย่างอื่นไม่ใช่ทั้งนั้น เช่นอย่างดำริว่าจะค้าขาย จะได้มีกำไรมาก ๆ ดำริว่าเราจะทำอย่างนี้จึงจะมีผู้ยกย่อง สรรเสริญหรือจะมีผู้กราบไหว้บูชา ดำริอย่างนี้ไม่ใช่สัมมา-สังกัปปะ ไม่ใช่ทางสายนี้ ทางสายนี้จะต้องดำริที่จะออกจากกาม ดำริจะไม่พยาบาท ดำริจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น อย่างนี้จึงจะถูกต้อง ดำริที่จะเป็นไปเพื่อจะวุ่นวายอยู่ในกาม หรือจะวุ่นวายอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งนั้น ไม่ใช่ดำริที่ดี ไม่ใช่ดำริที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เป็นแนวทางของอริมรรค

๓.สัมมาวาจา

เจรจาชอบ ก็ต้องเว้นจากวจีทุจริต ๔ ประการ คือ ไม่พูดเท็จ ๑ ไม่พูดคำหยาบ ๑ ไม่พูดส่อเสียด ๑ ไม่พูดสำรากเพ้อเจ้อ ๑ จัดเป็นสัมมาวาจา เจรจาชอบ ต้องประกอบด้วยสุจริต ๔ อย่าง เว้นทุจริต ๔ อย่าง แล้วประกอบสุจริต ๔ อย่าง ดังที่ได้กล่าวแล้ว

๔.สัมมากัมมันตะ

การงานชอบ หรือการกระทำชอบ คือ การกระทำที่เว้นจากกายทุจริต ๓ ประการ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ลักทรัพย์ ๑ ไม่ประพฤติผิดในกาม ๑ การงานหรือการกระทำที่เว้นจากกายทุจริต ๓ ประการ ชื่อว่า การงานชอบ จัดเป็นสัมมากัมมันตะ

๕.สัมมาอาชีวะ

อาชีพชอบ คือเลี้ยงชีวิตด้วยวิธีที่ชอบธรรม ต้องเว้นจากทุจริต สิ่งที่เป็นทุจริตทั้งหมดต้องเว้น จะเป็นการค้า การขาย การทำมาหากิน การอย่างหนึ่งอย่างใด การประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ต้องเว้นสิ่งที่เป็นทุจริตจึงจะเรียกว่า อาชีพชอบ แม้รับราชการงานแผ่นดิน ถ้าทำไม่ถูกทางก็ไม่เป็นสัมมาอาชีวะ ต้องเลิก ต้องงดในส่วนนั้น ๆ ต้องทำในทางที่ถูกต้อง ต้องเว้นจากทุจริต เว้นจากการฉ้อโกงหลอกลวง เว้นจากการบังคับขู่เข็ญ ข้อนี้เป็นหลักของสัมมาอาชีวะ

๖.สัมมาวายามะ

เพียรพยายามชอบ เพียรที่จะละบาปที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป แล้วเพียรงดบาปที่จะเกิดขึ้น ที่จะมีขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้มี เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่มีให้มีขึ้น แล้วที่มีอยู่แล้วให้เจริญงอกงามขึ้น ความเพียรมีอยู่ ๔ อย่าง จึงจะเป็นเพียร ในที่นี้จึงจะถือว่าเพียรในทางที่ถูกต้อง แต่เราจำย่อ ๆ ไว้ว่า เพียรละบาป บำเพ็ญบุญก็ได้ เพียรละบาปที่จะเกิดขึ้น ที่มีอยู่แล้วให้หมดไป ที่จะมาใหม่ก็ไม่ให้มี เพียรกำหนดไว้ว่า ไม่ให้มีขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น แล้วก็เพียรเจริญกุศลที่มีอยู่แล้วก็ให้งอกงามยิ่งขึ้น ที่ไม่มีก็ให้มีขึ้น นี้เป็นเรื่องของความเพียรชอบ

๗.สัมมาสติ

ระลึกชอบ ต้องตั้งจิตไว้ในสติปัฏฐาน ๔ คือ กายคตาสติ สติที่เป็นไปในกาย เวทนานุปัสสนา สติพิจารณาในเวทนา จิตตานุปัสสนา ตั้งสติพิจารณาเวทนาจิต  และธัมมานุปัสสนา เป็นกายเวทนา   กาย เวทนา จิต ธรรม ๔ ประการนี้  ตั้งอยู่ใน สติปัฏฐาน ๔ ถ้าจะอธิบายก็ไม่จบ หรืออธิบายไม่ได้ดีเท่าที่ควร แต่หลักเป็นอย่างนั้น สัมมาสติจะต้องระลึกชอบ ระลึกโดยชอบ คือระลึกในสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น ระลึกว่าจะทำอย่างนั้น ระลึกว่าจะทำอย่างนี้ ระลึกว่าจะประกอบธุรกิจ ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น ต้องระลึกในกายคตาสติ ว่ากายของเรานี้ ต้องเป็นอย่างนี้ คือ ล่วงพ้นอย่างนี้ไปไม่ได้ ต้องระลึกอย่างนี้ถึงจะเจริญในสติปัฏฐาน ญาติโยมทั้งหลายต้องเข้าใจอย่างนี้

๘.สัมมาสมาธิ

เจริญฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ต้องให้จิตเป็นสมาธิ เป็นเอกัคคตา คือ เป็นดวงเดียวในขั้นปฐมฌาน ขั้นทุติยฌาน ขั้นตติยฌาน ขั้นจตุตถฌาน จึงเป็นเรื่องถูกต้อง เป็นทางที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้แก่พุทธบุตร หรือพุทธสาวกทั้งหลายซึ่งมีท่านปัญจวัคคีย์เป็นผู้รองรับพระธรรมเทศนาครั้งแรก และผู้ที่รู้ถึง เข้าใจถึง และทำจิตได้ถูกต้อง หรือรับพระกระแสพระธรรมเทศนาได้เป็นผู้แรกนั้น คือท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นสักขีพยานยืนยันการตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระองค์ที่พระองค์ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ นี้เป็นการแสดงข้อความในธัมมจักกัปปวัตนสูตร ก็มีเรื่องย่อ ๆ พอเป็นแนวทางให้ญาติโยมทั้งหลายพิจารณา แต่ขอให้ญาติโยมทั้งหลายกำหนดไว้ว่า พระธรรมเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้ไม่เหลือวิสัยที่จะตรัสรู้ได้ มีผู้ที่จะตรัสรู้ถึง มีผู้ที่จะปฏิบัติถึงได้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงรำพึงมาแล้วหรือทรงแสดงมาแล้วด้วย แต่ท่านผู้นั้นจะต้องเป็นพระอริยบุคคล หรือมีภูมิธรรมที่ได้สั่งสมอบรมมาในชาติก่อนภพก่อน มีวาสนาบารมีเพียงพอ รอรับพระธรรมเทศนาก็สามารถตรัสรู้ได้ นี่เป็นแนวทางที่พระองค์ทรงแสดงไว้ คนที่ยังมีกิเลสอยู่จะต้องพยายามทำให้เบาบาง คือทำความเข้าใจในส่วนที่เราจะพอเข้าใจได้ และปฏิบัติในส่วนที่เราพอปฏิบัติได้ ถึงจะไม่บรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ แต่ก็ให้เป็นวาสนาบารมี เป็นอุปนิสัยปัจจัยที่เราจะได้ประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อไป จนสิ้นชาติ สิ้นภพ สิ้นทุกข์

ญาติโยมทั้งหลาย ถ้าหาก ตราบใดที่ยังไม่กลัวทุกข์ ตราบนั้นก็จะวิ่งเข้าไปหาทุกข์ แต่ถ้าตราบใดเกิดกลัวทุกข์ ขยะแขยงทุกข์ เบื่อหน่ายทุกข์ เราก็จะถอนตัวออกจากทุกข์ เช่น คนที่ถูกแจ้งข้อหาว่ากระทำความผิดอาญา ต้องไปอยู่ในห้องขังในสำนักงานตำรวจ เมื่อถึงเวลา ตำรวจก็จะไขกุญแจออกมาสอบว่า เรื่องที่กล่าวหานี้ท่านได้ทำไหม เมื่อไร เวลานั้นท่านอยู่ที่ไหน อย่างไร ถ้าเป็นผู้ทำจริงก็อาจจะบอกได้ว่า ทำไปอย่างนั้น ๆ แต่ถ้าหากไม่ได้ทำ ก็จะปฏิเสธ แล้วก็อ้างพยาน อ้างหลักฐานว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ ๆ แต่ในระหว่างที่ถูกสอบสวนอยู่ก็ดี ในระหว่างที่กลับเข้าไปอยู่ในห้องขังก็ดี คงจะนึกว่าเมื่อไรหนอจะมีใครมาประกันเอาเราออกไปสักทีจะได้พ้นทุกข์ ไม่อยากอยู่ในที่นี้ อยู่ในที่นี้ เรือดก็ชุม ยุงก็กัด ไม่มีอิสระในตัว นี่เป็นเรื่องอยู่ในห้องขัง ตามโรงพัก ถ้าหากมีมลทินของความผิด ถูกอัยการฟ้องศาล ศาลตัดสินจำคุก ต้องไปอยู่ในคุก เข้าไปอยู่ในคุกตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปคงจะตลอดไปทีเดียว นึกว่าเมื่อไรจะได้ออกหนอ ลำบากจริง ๆ นอนก็ไม่สะดวก กินก็ไม่สะดวก คิดถึงพี่คิดถึงน้อง คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ คิดถึงลูก คิดถึงเมีย นี่เป็นเรื่องของความทุกข์ทั้งนั้น ถ้าหากเห็นทุกข์อย่างนี้แล้ว ญาติโยมจะได้หนีจากทุกข์ จะได้กลัวทุกข์ กลัวตะรางเหมือนกัน ถ้าหากเรากลัวทุกข์ ที่เราเป็นอยู่ทุกวัน เวลานี้วันนี้มีพี่ก็เป็นทุกข์ มีน้องก็เป็นทุกข์ มีเพื่อนก็เป็นทุกข์ มีลูกศิษย์ลูกหาครูบาอาจารย์ก็เป็นทุกข์ ถ้ากลัวทุกข์อย่างนี้แล้ว มีโอกาสที่จะพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้ายังไม่กลัวทุกข์ ยังเห็นว่าทุกข์นั้นดี ยังเห็นว่าทุกข์นี้ดี มีพื่อนนี่ดี มีคนคบหาสมาคมมาก ๆ นี่ดี วิ่งเข้าไปหาความทุกข์ มีคนที่รู้จักมักคุ้นมาก ๆ คนนี้ช่วยนี่ คนนั้นช่วยนั่นดี ถ้ายังเห็นอย่างนี้อยู่ เรียกว่าคนไม่กลัวทุกข์ เพราะฉะนั้น ในปัญหานี้ ท่านพระพุทธโฆษาจารย์จึงสรุปไว้ว่า ทุกข์นั้นมีอยู่ แต่คนกลัวทุกข์นั้นไม่มี วิ่งเข้าไปหาทุกข์ วิ่งเข้าไปทำทุกข์กัน ความดับนั้นมีอยู่ แต่คนที่ถึงความดับไม่มี ข้อนี้อาตมาจำมาตั้งแต่เป็นนักเรียน แล้วก็ท่องมาเสมอ ๆ เอาไว้สอนตัวเอง สุขนั้นมีอยู่ แต่เราไม่ค่อยถึงสุข เราหาแต่ทุกข์ใส่ตัว ท่านว่ามีลักษณะเหมือนสัตว์ที่ติดใยแมลงมุม แมลงมุมขึงข่ายไว้สำหรับดักแมลงวันหรือสัตว์อื่น พวกแมลงวัน แมลงปอ บินเข้ามาแตะใยแมลงมุมเข้าแล้ว นึกว่าจะดิ้นให้หลุด กลัว ดิ้นอยากจะหนีให้พ้น ยิ่งดิ้น ปีกข้างนี้ก็เอียงไปสู่ใยข้างโน้น ติดหนักเข้า ผลที่สุดก็ตายไป ฉันใดก็ดี เหมือนกับเรานี้อยู่ในกองทุกข์ ไม่กลัวทุกข์ ยิ่งดิ้นเข้าไปหาทุกข์มาก ทุกข์เท่านี้ไม่พอ ไปเอาทุกข์ที่โน่นมาใส่เข้าไปอีก ทุกข์ของตัวเองมีมากแล้ว ไปเอาทุกข์ของคนอื่นมาใส่เข้าไปอีก ไปรับทุกข์ของคนอื่นมาเป็นทุกข์ของเราอีก ก็เลยยุ่งกันอยู่อย่างนี้ ติดทุกข์แน่นอยู่ในทุกข์ ทุกขณะทุกเวลา เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นปุถุชนคนที่หนาด้วยเกิเลส ไม่มีโอกาสที่จะพ้นจากทุกข์ได้ แต่ความสุขเพียงเท่านี้ถึงจะไม่พ้นทุกข์ทีเดียว แต่ก็เป็นปัจจัยของความสุขหรือเป็นทางให้เกิดโอกาสที่จะพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าหากคนใดมีความปรารถนาว่าจะพ้น ทำบุญให้ทานอะไรมาก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าประสพสุข ขอให้ญาติโยมทั้งหลายพิจารณาดู

ในวันนี้ ได้แสดงถึงข้อความในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรบางส่วนบางตอน เพื่อเตือนสติให้ญาติโยมทั้งหลายทำความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติธรรม  หรือในพระธัมม-จักกัปปวัตนสูตรเทศนา ให้รู้ว่า ที่สุดสองอย่างนั้นไม่ใช่ทางสุขหรือทางสบาย หรือทางที่จะให้พ้นทุกข์ได้ สบายเกินไปก็ไม่ดี ลำบากเกินไปก็ไม่ดี ไม่ใช่ทางที่จะพ้นทุกข์ ต้องพอดีพอเหมาะ จะทำอะไรก็ตาม แม้ในชีวิตประจำวันของเรานี้ เอาพระธรรมเทศนานี้เป็นแนวทาง เราจะไม่ทำให้หนักเกินไป ถ้าทำจนกระทั่งไม่ได้กินไม่ได้นอน ใช้เวลาทำตลอดไป เราก็จะเกิดบอบช้ำ ร่างกายก็สู้ไม่ไหว ต้องถึงแตกดับไปในที่สุด แต่ถ้าหาก ไม่ทำเลย วางเฉยไว้ แช่เย็นไว้ หรือปล่อยตามเรื่องตามราวไว้ การงานนั้น ๆ ก็ราขึ้น เสียประโยชน์ ทำอะไรไม่ได้ เกิดเป็นโทษแก่ตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องดูความพอเหมาะพอควร ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย การจะประกอบธุรกิจเครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี การจะประกอบกุศลกิจ การบุญการกุศลแก่ตนก็ดี หรือจะทำกิจการงานใด ๆ ก็ดี ต้องอาศัยแนวทางมัชฌิมาปฏิปทาที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรเทศนาเป็นแนวทาง เราท่านทั้งหลายจะปฏิบัติตามแนวทางถึงแม้จะไม่ตรงทางจริงๆ แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตน  และได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ขอให้ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายพึงตั้งใจปฏิบัติบูชา โดยนัยแห่งพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ดังที่อาตมภาพแสดงมา

วิสัชนาพระธรรมเทศนาอัปมาทกถา พอสมควรแก่เวลา ขอยุติพระธรรมเทศนาไว้แต่เพียงนี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด เมื่อ: 7 ตุลาคม 2555 เวลา 8:30 น.